คิด หรือ เป้าหมายหลัก ของ Logistics

แนวคิด หรือ เป้าหมายหลัก ของ Logisticsคือ ต้นทุนค่าขนส่ง กับต้นทุนค่าคงคลังสินค้า รวมถึงเรื่องของเวลา ข้อจำกัดด้านต้นทุนของเวลา โลจิสติกส์จะ ก่อให้เกิดมูลค่า ของสินค้า โดยอาศัยปัจจัยด้าน สถานที่และเวลา

สำหรับนิยามของโลจิสติก คือ การวางแผนการจัดการการขนส่ง สินค้า จากจุดๆหนึ่งไปยังจุดๆหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับความ ต้องการของลูกค้า ** * *สำคัญคือต้องสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ** * *ถึงเราจะมีทำดีแค่ไหนแต่ถ้าลูกค้าไม่ต้องการมันก็ไม่มี ประโยชน์

** * *เช่นส่งพิชซ่าภายใน 30 นาทีราคา100 บาทแต่จะเปลี่ยน เป็นส่งภายใน15 นาที ราคา 130 บาท.....อยากถามจะดีไหม...มัน จะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าต้องการหรือไม่ถ้าลูกค้าต้องการ ถึงแพงกว่าก็ควารทำแต่ถ้าลูกค้าไม่ต้องการถึงจะดีแค่ไหนก็ไม่ ควรทำ...เราจะไปคิดแทนลูกค้าไม่ได้ ** * *อย่าคิดว่าโลจิสติคเป็นเรื่องง่ายๆนะ ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย ** * *ต้นทุนด้านโลจิสติคของไทยอยู่ที่20% ของมูลค่าของสินค้า แต่ของอเมริกาอยู่ที่10 % เพราะฉนั้นผมถึงบอกว่าไม่ง่ายเลย เฉพาะในไทยบริษัทที่บริหารงานด้านนี้เก่งก็มีอยู่ไม่มากนัก เพราะ มันเป็นแนวคิดใหม่ที่พึ่งเกิดได้ไม่นาน

ข้อมูลข้างต้นค่อนข้างจะอะธิบายได้ค่ยข้างชัดเจน

ความหมาย ของ Single Window

วันนี้หลายคนกำลังสงสัยคำว่า Single Window นั้นคืออะไร และแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไรกับการรองรับ AEC ผมจึงนำข้อมูลเหล่านนี้มาฝากกันครับ
การเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (National Single Window) เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ นำเข้า ส่งออกสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ในการตรวจสอบใบอนุญาต และใบรับรองต่างๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนการตรวจปล่อยสินค้า ระบบนี้ จะทำหน้าที่ ประสานกิจกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ผู้ประกอบการสามารถรับส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์กับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้ อัตโนมัติ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ ด้วยตัวเอง (ดังตัวอย่างภาพข้างล่าง)
National Single Window
(ภาพจาก สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์)

วัตถุประสงค์
โครงการ National Single Window มีวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลแบบแบบบูรณาการของ ประเทศ เพื่อให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจากการติดต่อเพียงจุดเดียว เช่น ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตัวแทนออกของ และผู้ประกอบการขนส่ง สามารถส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน ลดความผิดพลาดและลดการทำงานที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่ม อีกทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและ ภาคธุรกิจได้อย่างสะดวกรวดเร็วแบบครบวงจร ทำให้ลดต้นทุนการบริหารการจัดการ และการใช้ทรัพยากรต่างๆ ตลอดกระบวนการค้าระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับการการดำเนินการตามความตกลงอาเซียน สำหรับการพัฒนาASEAN Single Window ด้วย

วัตถุประสงค์ของโครงการ National Single Window มีขอบเขตรวมถึงการลดขั้นตอนการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการปรับปรุงและลดขั้นตอนการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องในลักษณะของบริการทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างมี ประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล เพื่อให้เอกสารต่างๆ เช่น ใบอนุญาตการนำเข้า ใบอนุญาตการส่งออก และใบรับรองต่างๆ ที่ออกโดยหน่วยงานหนึ่งสามารถที่จะจัดส่งทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างอัตโนมัติไป ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจได้อย่างครบวงจร ทำให้ภาพรวมของการประกอบการค้า มีความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น

บทบาทของกรมศุลกากรต่อ e-Logistics
การมีระบบบริหาารจัด การข้อมูลที่ดีนั้น มีความจำเป็น และสำคัญยิ่งในการดำเนินธุรกิจ ยุคการสื่อสารและการค้าไร้พรมแดน ทั้งนี้ การที่หลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้พยายามนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาพัฒนาเป็นระบบที่ใช้ในการ บริหารจัดการโลจิสติกส์ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์(e-Logistics) โดยทุกๆ ระบบจะต้องสามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นสามารถตรวจสอบสถานะหรือสิทธิของผู้ที่เข้าใช้ระบบหรือ สามารถตรวจสอบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นต้น

ระบบ e-Logistics ในภาครัฐหรือระดับประเทศ เป็นระบบที่เน้นกระบวนการโลจิสติกส์ ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำกับ  ควบคุม และการปฏิบัติพิธิการ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมการค้าต่างประเทศ องค์การอาหารและยา และกรมศุลกากร โดยเกี่ยวเนื่องไปถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคบริการของเอกชน เช่น สายการเดินเรือ สายการบิน ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย รวมถึงผู้ให้บริการด้านไอทีที่อาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นกลไกขับเคลื่อน ระบบโลจิสติกส์

ระบบ e-Logistics มีเป้าหมายให้หน่วยงานทั้งของภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถเชื่อมโยงข่าวสารใน ห่วงโซ่อุปทานอย่างบูรณาการ อันหมายถึงการมีกระบวนการนำเข้า-ส่งออก ที่เป็นแบบเบ็ดเสร็จจากหน้าต่างเดียว (Single Window Entry) มีการพัฒนาระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดและทดแทนเอกสารกระดาษ หรือการพัฒนาระบบการค้าแบบไร้กระดาษ (e-Paperless) ในธุรกรรมภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างหน่วยงานเพื่อการทำ Data Crossing และลดการตรวจสอบเอกสารกระดาษในที่สุด

กิจกรรมสำคัญ สำหรับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูล และบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ (Single Window e-Logistics : SWeL) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการอำนวยความสะดวกด้านการนำเข้า-ส่งออกและโลจิ สติกส์ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการทำ ธุรกรรมของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ การพัฒนาระบบ SWeL ต้องเกี่ยวข้องกับ ๒๙ หน่วยงานราชการ และ ๘ กลุ่มธุรกิจและขั้นตอนในการนำเข้าและส่งออกของไทยยังต้องพึ่งพาระบบเอกสาร ตามที่กฎระเบียบกำหนด และกระบวนการให้บริการเพื่อการนำเข้า-ส่งออกของภาครัฐยังขาดการบรูณาการ ข้อมูลอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

และเมื่อวันที่ 19กรกฎาคม 2550 คณะกรรมการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (คบส.) ได้มมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลและบริการ ภาครัฐเพื่อการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ โดยมีกรมศุลกากรเป็นฝ่ายเลขานุการฯ ทำหน้าที่ในการจัดทำแผนปฎิบัติและบูรณาการแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาระบบ National Single Window (NSW) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิจารณาแก้กฎระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนกำกับดูแลและติดตามประเมินผลการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย การปรับ ลดเวลาที่ใช้กับงานเอกสารและการดำเนินการเพื่อการนำเข้า-ส่งออก จาก 25วัน เหลือ 15วัน

แนวทางการพัฒนาระบบ e-Logistics เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้า-ส่งออก
แนวทางการพัฒนาระบบ e-Logistics เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้า-ส่งออก อาจแบ่งการดำเนินการได้เป็น 3 ขั้นตอน โดยในขั้นแรก คือการพัฒนาระบบ Single Entry ซึ่งได้แก่ การดำเนินการให้มีการบริการแบบเบ็ดเสร็จจากจุดเดียวกันได้ และการจัดให้มีแบบฟอร์มคำขอกลาง หรือ Centralized e-Form ซึ่งในส่วนนี้กรมศุลกากรได้ดำเนินการไปแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการพัฒนาระบบ Single Window ไปสู่ระบบ Single Submission โดยพัฒนาให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติระหว่างหน่วยงาน และจัดให้มีระบบสอบถามผล หรือ e-Tracking เพื่อที่เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการสามารถติดตามได้ว่าเรื่องของตนอยู่ใน ขั้นตอนใดของพิธีการนำเข้า-ส่งออก

เมื่อระบบ Single Submission ประสบผลสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการในขั้นสุดท้าย คือ Single Processing โดยการพัฒนาการใช้ระบบ e-Licensing/ e-Certificate/ e-Signature และระบบการเชื่อมโยงกระบวนการระหว่างองค์กร เช่น ระบบบริการการเงิน – การประกันภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสนับสนุนข้อมูลการขนส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น อันจะนำไปสู่ระบบการค้าไร้เอกสารระหว่างประเทศในที่สุด

ขอบเขตการพัฒนาระบบ NSW สำหรับการนำเข้า การส่งออก และ Logistics
ประกอบด้วย กิจกรรมหลักๆ ดังนี้
1. การจัดตั้งระบบ NSW ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาค รัฐ (G2G) ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า การส่งออก การออกใบอนุญาตและใบรับรองต่างๆ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ (G2B)รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคธุรกิจ (B2B) และ e-Logistics ในอนาคต
2. การจัดตั้งระบบ NSW ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลกับทุก Electronic Windows ที่มีอยู่แล้วทำให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่อยู่ ต่างระบบ Electronic Window ได้โดยอัตโนมัติ
3. การจัดตั้งระบบ NSW ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก ASEAN และ APEC เป็นต้น รวมถึงการรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างประเทศของภาคธุรกิจด้วย
4. การพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลของประเทศให้เป็นสากลเพื่อให้ ระบบคอมพิวเตอร์ของทุกหน่วยงานสามารถคุยกันเข้าใจเป็นมาตรฐานเดียวกัน
5. การพัฒนาปรับปรุงขั้นตอนการทำงานการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐและ ภาคธุรกิจให้สั้นลงโดยการสื่อสารกันผ่านระบบ NSW แทนการสื่อสารระหว่างบุคคล
6. การพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยการให้บริการระบบ NSW ตามมาตรฐานสากล เพื่อรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลทางการค้าของหน่วยงานภาครัฐและภาค ธุรกิจ และมีกลไกการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล
7. การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยงข้องกับการค้าระหว่างประเทศของส่วน ราชการต่างๆ เพื่อรองรับการค้าไร้กระดาษ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
8. การพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้บุคลากรทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เช่น APEC, ASEAN, WCO และองค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ลดความผิดพลาดและลด Non-Value added work ในรูปของเอกสารกระดาษ
2.ลดระยะเวลาดำเนินการในการเตรียมเอกสารของผู้ประกอบการจากเดิม 8-10 วัน เหลือ 1-3 วัน
3.ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์อย่างน้อย 0.5% ของมูลค่าสินค้านำเข้า-ส่งออก โดยจะสามารถประหยัดได้ไม่ต่ำกว่า 28500 ล้านบาทต่อปี (อ้างอิงจาก NECTEC)
4.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานควบคุมต่างๆ เช่น กรมปศุสัตว์ และกรมศุลกากร เป็นต้น
5.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้ให้บริการ ในด้านความถูกต้องและรวดเร็ว
6.สามารถตรวจสอบใบรับรองและใบอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.ลดต้นทุนของภาครัฐและผู้ประกอบการ
8.เพิ่มความมีมาตรฐานและความเป็นสากลซึ่ง จะเป็นไปตามพันธะและข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคี สมาชิกได้แก่ องค์การสหประชาชาติ และองค์การค้าโลก


ที่มา : โครงการบริหาารจัดการและประสานงานการพัฒนาระบบ e-Logisticsของหน่วยงานภาครัฐ : สำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์

กรอบการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม



 
ครม.มีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2550 ในกรอบการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม 4   ด้าน   ดังนี้
1) การเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain Optimization)
-  Network, Cluster,
- Traceability, Tracking Ability
2)  พัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร (Internal Process Improvement)
- Best Practice Implementation
- Logistics Clinic
3)  พัฒนาขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ (Logistics Capacity Building)
- Logistics Training
- Specialist Development
- Benchmarking
4)  การสร้างปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม (Industrial Trade Facilitation)
- Single Window e-logistics
- Infrastructure
- Law & Regulation Improvement
- Investment Privileges